Free Thai Cinema Movement

  • Author:
    n/a
  • Send To:
    The National Legislative Assembly and The Thai Government
  • Sponsored By:
  • More Info at:
English version below

จากกรณีที่ภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษ ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ โดยคณะกรรมการมีเงื่อนไขให้ฉายหนังเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อต้องตัดภาพยนตร์ออกไป 4 จุด ทำให้ผู้กำกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้ตัดสินใจยุติการนำภาพยนตร์นี้ออกฉายตามโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยไปแล้ว เพื่อแสดงจุดยืนว่าไม่ยินดีที่จะให้เจ้าพนักงานตัดภาพยนตร์ออก 4 จุดดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า

ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยฉันทาและวิริยะอย่างสูงสุดแล้ว ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลใดเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากการหวั่นหวาดต่อระบบ หรือจากความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป

ต่อมา ผู้แทนของอภิชาติพงศ์ได้ติดต่อขอรับฟิล์มภาพยนตร์คืนจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ โดยทำจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งแก่คณะกรรมการตรวจพิจารณาว่า ขอถอนการยื่นขอรับการตรวจพิจารณาเพื่อฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ และยืนยันว่าจะไม่มีการยื่นอุทธรณ์อีกเนื่องจากไม่ต้องการนำออกฉายตามโรงภาพยนตร์เพื่อการค้าอีกต่อไป แต่เจ้าพนักงาน ไม่อาจคืนฟิล์มภาพยนตร์ให้แก่ผู้แทนในสภาพเดิม โดยชี้แจงว่า จะคืนให้ก็ต่อเมื่อเจ้าพนักงาน ได้นำฟิล์มภาพยนตร์ไปตัดภาพทั้ง 4 จุดออกเพื่อยึดไว้เสียก่อน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://a-century.exteen.com)

เหตุกรณีของภาพยนตร์ แสงศตวรรษ นี้ ได้ก่อให้เกิดการแสดงความคิดเห็นสาธารณะในสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ไปในทางไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงก้าวร้าวต่อระบบการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่เป็นอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นระบบที่รัฐใช้อำนาจทางปกครองจำกัดสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 ซึ่งอำนาจรัฐไทยตราขึ้นใช้ตั้งแต่ปีดังกล่าว อันเป็นสมัยที่ประเทศยังปกครองในระบอบราชาธิปไตย

น่าประหลาดใจว่า การกำจัดเสรีภาพของภาพยนตร์ในประเทศไทย สามารถยืนยงต่อเนื่องยาวนานสืบมาจนปัจจุบัน แม้ว่าในระยะสามสิบปีมานี้ ได้มีความพยายามของผู้คนในวงการภาพยนตร์ เรียกร้องให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับดังกล่าว ซึ่งไม่สอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตย หลายยกหลายวาระ แต่ก็ยังไม่เคยสำเร็จเป็นจริง

เราเห็นว่า กรณีของ แสงศตวรรษ ซึ่งอุบัติขึ้นในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งประเทศกำลังมีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหม่อีกครั้งหนึ่ง จึงควรเป็นโอกาสที่เรา ประชาชนไทยร่วมกับคนในวงการภาพยนตร์ไทยและผู้รักภาพยนตร์ทั่วโลก จะเรียกร้องทวงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นผ่านทางสื่อภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อเพียงอย่างเดียวที่ยังถูกรัดรึงด้วยโซ่ตรวนของอำนาจรัฐที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

เราทั้งหลายผู้ลงนาม ในนามแห่งเจ้าของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ในระบอบประชาธิปไตย ขอเรียกร้องต่อคณะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้โปรดบัญญัติให้ภาพยนตร์เป็นสื่อสารมวลชนอย่างหนึ่ง ซึ่งพึงปลอดจากการแทรกแซงและจำกัดสิทธิเสรีภาพจากอำนาจรัฐ ดุจเดียวกับสื่อสารมวลชนอื่น ๆ ทั้งหลาย เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งล้วนได้รับการปลดโซ่ตรวนแล้วทั้งสิ้น

ทั้งนี้เพื่อให้พระราชบัญญัติภาพยนตร์และพระราชบัญญัติเทปและวัสดูโทรทัศน์ที่ล้าหลังตกเป็นโมฆะ และเพื่อให้เราสามารถสถาปนาระเบียบการพิจารณาภาพยนตร์ใหม่ในระบบการแบ่งประเภทผู้ชมอันเป็นทางเลือกที่สอดคล้องกับหลักสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในสังคมประชาธิปไตย

The film Sang Satawat (Syndromes and a Century), recently submitted to the Censorship Board, was not approved for release in Thailand unless cuts are made. The Board would permit the release on the condition that four cuts were excised. As a result, director Apichatpong Weerasethakul decided to cancel commercial release of the film in Thailand and stood firm that these cuts not be made. He has issued a statement:

I, a filmmaker, treat my works as my own sons or my daughters. When I conceived them, they have their own lives to live. I don't mind if people are fond of them, or despise them, as long as I created them with my best intentions and efforts. If these offspring of mine cannot live in their own country for whatever reasons, let them be free. Since there are other places that warmly welcome them as who they are, there is no reason to mutilate them from the fear of the system, or from greed. Otherwise there is no reason for one to continue making art.

Afterwards, the filmmakers representative contacted the Board and requested that the print of the film submitted for consideration be returned, including a letter confirming that the film would not be shown commercially and no appeal would be made. However, the Board refused to return the print, and insisted that they would do so only if these four cuts were removed by the Board itself.(see more details at http://a-century.exteen.com)

Consequently, the detention of the print has sparked a widespread discussion especially on the Internet. A large number of resentful people, NGO workers and scholars have logged on to express their disagreement over the seemingly arbitrary censorship policies, which they regard as a form of oppression that the state employs to restrict the peoples freedom of expression. The Thai Censorship Board still operates on the basis of antiquated legislation dating from the Film Act of 1930, which was the time this country was still ruled by Absolute Monarchy.

It eludes us all why Thai cinema has continued to be systematically straightjacketed even though there have been several attempts by the film community of the past 30 years to campaign for the complete overhaul of the aforementioned Film Act, whose essence functions against the spirit of genuine democracy in all manners.

The shameful episode over Syndromes and a Century, a film that has brought much favorable critical attention to Thai cinema, is taking place in 2007 as the new constitution is being drafted by the National Legislative Assembly. This presents an opportunity to all of us, the local film community as well as film lovers from all over the world, to demand and reclaim our basic human rights to freely receive of informations and rights to express ourselves through cinema, which remains the only medium thats still chained to the wicked pillar of undemocratic practice.

We who sign our names here henceforth assert the ownership of our basic human rights and the dignity of human beings under a democratic society. We demand the National Legislative Assembly decree the movies a form of mass media, and that it be liberated from the shackles of state intervention and restriction, the same as other mass media such as radio, television and newspapers have long been set free.

Were petitioning not only for a just decision for Syndromes and a Century, but also for a long-needed modernization of Thai legislation concerning movie censorship. We demand that the authority revise the legislation to abandon the practice of cutting and banning films, and instead to implement a rating system of the kind used in free countries. This is the only way that Thai cinema and all cinema to be shown in Thailand can be freed from the shackles of outdated legal vandalism.